Featured
หลายคนรู้จัก “อายิโนะโมะโต๊ะ” (Ajinomoto) ในฐานะแบรนด์ที่อยู่คู่ครัวไทยมายาวนาน แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ คือเบื้องหลังการพัฒนาสินค้า ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะผลิตอะไร” แต่เริ่มการทำความเข้าใจอินไซต์ของผู้บริโภค โดยข้อมูลจาก Euromonitor International พบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับ Health & Wellness มากกว่าที่เคย ขณะที่ผลสำรวจของ Mintel พบว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงอาหารที่อร่อย แต่คาดหวังให้อาหารตอบโจทย์ทั้ง รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความสะดวก และความคุ้มค่าไปพร้อมกัน จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด จึงนำ Consumer Insight และองค์ความรู้ด้าน AminoScience มาเป็นรากฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ภายใต้แนวคิด สร้างสังคมแห่งการกินดี มีสุข หรือ Eat Well, Live Well. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกช่วงวัย ภายในงาน The Heartbeat by “AminoScience” ผู้บริหารผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาสินค้าของอายิโนะโมะโต๊ะได้ร่วมแบ่งปันแนวคิด และมุมมองไว้อย่างน่าสนใจ สินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้
ปัจจุบัน “บัตรเครดิต” กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของใครหลายคน โดยเฉพาะโปรโมชันยอดนิยมอย่าง “ผ่อน 0%” ที่ช่วยให้การซื้อสินค้าชิ้นใหญ่เป็นเรื่องที่จัดการได้ง่ายขึ้น จากสินค้าราคาหลักหมื่น อาจแบ่งจ่ายเหลือเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาทต่อเดือน ซึ่งช่วยบริหารสภาพคล่องทางการเงินได้ยืดหยุ่นขึ้น และยังมีเงินสดเหลือไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ยอดผ่อนชำระแต่ละรายการจะดูไม่สูงมากนัก แต่เมื่อมีหลายรายการเกิดขึ้นพร้อมกัน ภาระรายเดือนที่ต้องรับผิดชอบก็อาจค่อยๆ เพิ่มขึ้นโดยไม่ทันสังเกต และส่งผลต่อเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวได้ ชวนมาสำรวจตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลังใช้โปรโมชันผ่อน 0% เพื่อให้ใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ และไม่สร้างภาระเกินความจำเป็นในอนาคตอยู่หรือไม่ เช็กด่วน! 4 สัญญาณที่บอกว่าอาจมี “ยอดผ่อน” มากเกินไป โปรโมชันผ่อน 0% เป็นตัวช่วยทางการเงินที่ดี แต่ก็ต้องใช้อย่างเหมาะสม เพราะบางครั้งความสะดวกในการแบ่งจ่าย อาจทำให้เรามองไม่เห็นภาพรวมของภาระที่กำลังเกิดขึ้น ลองเช็กตัวเองจาก 4 ข้อนี้ 1. ยอดผ่อนรายเดือนเริ่มกระทบเงินออม หากในแต่ละเดือนต้องกันเงินราย
ในวัย 70 กว่าๆ ขณะที่ใครหลายคนกำลังนั่งหมดไฟ หรือพักผ่อนแบบปล่อยให้เวลาผ่านไปในแต่ละวัน แต่สำหรับ New Chapter อย่าง คุณลุงเคที (แทน เคียน ทัต) KT (Tan Kian Tat) ในวัย 77 และ คุณป้าย่าจู (Yazhu) วัย 73 ที่มอบเวลาวัยเกษียณให้กับร้านไอศกรีมเล็กๆ ที่ชื่อ Freshio Gelato ที่เป็นเสมือนเครื่องมือพิสูจน์ว่าไฟในการทำงานของคนเราไม่มีวันมอดดับตามอายุ จาก “ราชาเครย์ฟิช” สู่ชีวิตที่ว่างจนหายใจไม่ออก ย้อนกลับไปในยุคทอง คุณลุงเคที เขาเป็นนักธุรกิจระดับพรีเมียมในประเทศจีน ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาเครย์ฟิช” ผู้กุมบังเหียนโรงงาน 8 แห่ง ส่งออกกุ้งแช่แข็งมูลค่านับพันล้านบาทไปทั่วโลก ส่วนคุณป้าย่าจู ก็ไม่ใช่แม่บ้านธรรมดา เธอคือนักบริหารร้านกาแฟฝีมือดีในเซี่ยงไฮ้ที่มีสาขากระจายไปทั่วเมือง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้อง “เกษียณ” จริงๆ ทั้งคู่ย้ายไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่แคนาดา แต่ทว่าความเงียบเหงาหลังเกษียณนี้เองที่เป็นเสมือนศัตรูของพวกเขา “ผมเป็นพวกบ้างาน ชีวิตที่แคนาดาคือการขับรถไปนั่นมานี่อย่างไร้จุดหมาย มันว่างเกินไป และมันเป็นการใช้เงินไปวันๆ โดยไม่มีอะไรตอบแทนกลับมา” คุณลุงเล่าถึงความอึดอัดในใจ เปลี่ยนหยาดน้ำตาเป็นพล
ในวันที่ผู้บริโภคแทบไม่พกเงินสดอีกต่อไป การมีสินค้าดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะหากลูกค้าพร้อมซื้อ แต่ร้านไม่มีระบบชำระเงินที่ตอบโจทย์ ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการพลาดโอกาส “ปิดการขาย” ได้ง่ายกว่า และกลายเป็นโอกาสที่หลุดลอยไป นี่จึงเป็นอีกหนึ่ง Pain Point ที่ SME หลายรายกำลังเผชิญ แล้วผู้ประกอบการควรรับมืออย่างไร และการมีระบบชำระเงินที่ตอบโจทย์จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายได้มากแค่ไหน “เส้นทางเศรษฐี” จะพาไปรู้จัก “KTC Merchant App” แอปพลิเคชันรับชำระเงินสำหรับร้านค้า “ระบบชำระเงิน” ดีจะช่วย “ปิดการขาย” เส้นทางเศรษฐี ได้มีโอกาสสนทนากับ คุณเนาวรัตน์ กีรติเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุดสายงานบริหารร้านค้าสมาชิก บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC แชร์ข้อมูลให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า “วันนี้การรับชำระเงินไม่ใช่แค่เรื่องระบบหลังอีกต่อไป แต่ช่วยให้ผู้ประกอบการ “ปิดการขาย” ได้ แค่มีระบบที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค “จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าคนไทยลดการใช้เงินสดและเช็กในการชำระเงิน แต่หันมาใช้ Digital Payment หรือการชำระเงินดิจิตัลมากขึ้น สะท้อนจากตัวเลขไตรมาสแรกของปี 2026 ที่มีการ
ในโลกของธุรกิจการสร้างความชัดเจนให้กับแบรนด์คือหัวใจสำคัญ ล่าสุด UNO! Coffee ร้านกาแฟที่มี พีช–พชร จิราธิวัฒน์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “DOS! Matcha Company” ที่ขายแค่มัทฉะเพียงอย่างเดียว ซึ่งมาในคอนเซ็ปต์ “อร่อย เข้มข้น คุ้มค่า” ราคาเริ่มต้น 60 บาท เปิดเป็น Pop-up Store เซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 1 ตั้งแต่วันที่ 7-28 สิงหาคม 2569 ที่มาของ DOS! Matcha เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า “มัทฉะที่ดีคืออะไร?” ซึ่งจากคำถามนี้ทำให้ทางทีมงานเริ่มออกเดินทางเสาะหาแหล่งปลูก พร้อมกับทำ Blind Test หรือการชิมแบบไม่ดูแบรนด์ จนพบว่า “มัทฉะเกรดสูงที่สุด หรือสายพันธุ์ที่โด่งดังที่สุด ไม่ได้แปลว่าจะถูกปากทุกคนที่สุดเสมอไป” ซึ่งหัวใจสำคัญของ DOS! Matcha คือการส่งต่อ “ความอร่อยที่ทุกคนเข้าถึงได้” ภายใต้คอนเซ็ปต์ Great Matcha For All มาในราคาที่จับต้องได้ เริ่มต้น 60 บาท ไปจนถึงระดับพรีเมียมที่ราคา 180 บาท จุดเด่นที่น่าสนใจคือการตั้งชื่อเมนูที่สื่อถึงรสชาติและที่มาให้ลูกค้าเข้าใจได้ทันที ทำไมต้องแตกแบรนด์? การตัดสินใจไม่นำมัทฉะไปรวมกับร้าน UNO! Coffee เดิม แต่แยกออกมาเป็นแบรนด์ใ
Andon Market คือร้านบูติกค้าปลีกแห่งแรกของโลกที่บริหารโดย AI ซึ่งแสดงให้เห็นว่า AI เป็นหัวหน้างานที่ผ่อนปรนและใจดี อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังมีปัญหาเรื่องการขอบเขตการทำงาน และยังไม่สามารถทำกำไรได้เลย จากรายงานของ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ พนักงานของร้าน Andon Market ในซานฟรานซิสโก ได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานภายใต้การควบคุมของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยตนเองมานานถึงสี่เดือนแล้ว ร้านดังกล่าวได้รับการขนานนามว่าเป็นร้านบูติกค้าปลีกแห่งแรกของโลกที่บริหารงานด้วย AI โดยมี AI Agent ชื่อ “Luna” เป็นผู้จัดการและคอยสั่งการพนักงานที่เป็นมนุษย์ 3 คน Andon Labs สตาร์ทอัพผู้อยู่เบื้องหลังโครงการนี้พบว่า บอส AI นั้นใจดีและให้อภัยได้อย่างน่าประหลาดใจ ตัวอย่างเช่น มันมองข้ามการเข้างานสายซ้ำๆ ของพนักงานที่เป็นมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน มันกลับไม่สนใจภารกิจหลักของงาน นั่นคือ การสร้างผลกำไรให้เกิดขึ้น จริง “เธออาจจะเป็นเจ้านายที่ใจดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยค่ะ” ไคอา ริเวรา (Kaia Rivera) วัย 22 ปี ให้สัมภาษณ์กับ Times ถึง เกี่ยวกับลูน่า โดยเธอจะเป็นคนมาเปิดร้านทุกเช้า จัดเรียงสินค้าบนชั้นวาง
LINE Thailand ร่วมแชร์ Insight Update ในงาน LINE Thailand Insight 2026 ชู Chat Commerce สำหรับผู้ประกอบการไทย ให้ทุกธุรกิจมั่นใจในการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์แบบ Personal Touch ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค เดินหน้าการเป็น Trusted Platform เพื่อนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนในโลกดิจิทัล คุณรัฐธีร์ ฉัตรดำรงศักดิ์ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า การเติบโตของธุรกิจในยุคดิจิทัลไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีแพลตฟอร์มการขายที่มากมายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของ Customer Journey รวมถึงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ เพื่อสร้าง Personal Touch ในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยข้อมูล เทคโนโลยี และการทำงานร่วมกันกับแพลตฟอร์มอย่างไร้รอยต่อ โดย LINE พร้อมเดินหน้าเป็นพาร์ตเนอร์คนสำคัญที่ทุกธุรกิจสามารถไว้วางใจ ให้ความเชื่อมั่น ผ่านโซลูชันและบริการที่หลากหลาย ช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถสร้างการเติบโตด้วย Trust ได้ในทุกมิติ โซลูชันและบริการหลากหลายที่ตอบโจทย์ธุรกิจไทย “Chat Commerce” หรือการซื้อขายสินค้าและบริก
เมื่อ AI กลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจที่มองไม่เห็น… ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การก่อตั้งธุรกิจมักผูกติดอยู่กับการมีทีมงานและเงินทุน แต่ในช่วงปี 2025-2026 ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำหน้าที่แทนทีมงานทั้งฝ่ายพัฒนา การตลาด และบริการลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน งานที่เมื่อก่อนต้องใช้คน 4-5 คน วันนี้ทำคนเดียวได้จริง ปรากฏการณ์นี้ผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Solopreneur” หรือผู้ก่อตั้งและบริหารธุรกิจด้วยตนเองเพียงคนเดียว โดยอาศัย AI เป็นกำลังเสริมแทนการจ้างพนักงานประจำ ตัวเลขที่บ่งชี้การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจแบบไม่มีลูกจ้างในสหรัฐฯ ราว 29.8 ล้านราย สร้างรายได้รวมกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.8% ของ GDP ประเทศ ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือผลประกอบการ ผลสำรวจ New Business Formation 2025 ของ Gusto พบว่าธุรกิจที่เปิดโดยเจ้าของคนเดียวมีกำไรตั้งแต่ปีแรกสูงถึง 77% ขณะที่ธุรกิจซึ่งมีลูกจ้างประจำมีกำไรปีแรกเพียง 54% และ Solopreneur ถึง 93% คาดว่าจะทำกำไรได้ในปี 2025 เทียบกับ
คนใส่ใจความสวยความงามกันมากขึ้น แต่ตลาดสกินแคร์ 20,000 ล้านบาท กลับเติบโตเพียง 0.6% เพราะคนหันไปดูแลตัวเองจากการทำหัตถการที่เห็นผลได้เร็วกว่ามากขึ้น อย่างไรก็ดี การดูแลผิวที่ถูกต้องและยั่งยืนยังคงเริ่มจากการเลือกใช้เวชสำอางที่ดีในทุกๆ วัน ในตลาดสกินแคร์ 20,000 ล้านบาท แบ่งออกได้เป็นตลาดเวชสำอาง (Medical Skincare) มูลค่า 5,000 ล้านบาท โดยมี สมูทอี (Smooth E) แบรนด์เวชสำอางที่อยู่คู่คนไทยมา 30 ปี ติดอยู่ใน Top 5 ของตลาด แต่การอยู่มานานระดับ 30 ปี ก็เป็นโจทย์ยากที่แบรนด์จะต้องเผชิญ สมูทอี ถูกเรียกว่าเป็น “แบรนด์ของคนรุ่นแม่” แบรนด์รุ่นแม่ส่งต่อลูก เภสัชกรศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า สมูทอี (Smooth E) เป็นแบรนด์เวชสำอางอายุ 34 ปี พูดถึงสมูทอี คนก็นึกถึง โฟมไม่มีฟอง แต่นั่นเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ทุกวันนี้สมูทอีมีไลน์ผลิตภัณฑ์เวชสำอางครอบคลุมทุกประเภท แต่ผู้บริโภคไม่ค่อยรู้ ยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สมูทอีถูกมองว่าเป็นแบรนด์ของคนรุ่นแม่ เพราะ Gen Z รู้จักแบรนด์มาจากการที่คุณแม่เป็นคนเลือกให้ จึงเป็นโจทย์ให้สมูทอีปรับภาพลักษณ์แบรนด์ตั้งแต่
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ในงานสัมมนา EXCLUSIVE MEETING : NEW TOURISM NEW ECONOMY: เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยในช่วง Executive Talk ภายใต้หัวข้อ New Tourism ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตใหม่ ว่า ที่ผ่านมา ททท. มีการขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนการท่องเที่ยวไทยมาตลอด จากเดิมเน้นขายจุดหมายปลายทาง (Destination) หรือวัฒนธรรมเป็นหลัก มาเป็นการเพิ่มประสบการณ์เชิงบวกให้มากขึ้น โดยนำเสนอคุณค่าผ่านเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) พร้อมปรับเปลี่ยนเป้าหมายการดำเนินงาน จากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวมาเป็นการสร้าง Quality Volume หรือการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง ตามนโยบาย Value Over Volume โดยเน้นการสร้างมูลค่าจากการใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้น การขยายระยะเวลาพำนัก (Long Stay) การกระจายรายได้ให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวไหลลงสู่ชุมชนและผู้คนระดับรากหญ้ามากขึ้น ไม่กระจุกตัวแค่ในธุรกิจขนาดใหญ่ และสร้างความยั่งยืนในการท่องเที่ยวผ่านการลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติจากการท่อ
